ข่าวสารบริษัท
16 ก.พ. 2556
โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม “เวสต์ ห้วยบง 2-3”
แชร์ไปยัง :

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประกอบพิธีเปิดโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม “เวสต์ ห้วยบง 2” และ “เวสต์ ห้วยบง 3” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของอำเภอด่านขุนทด และอำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเริ่มเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง ประเทศไทย (กฟผ.) แล้ว โครงการดังกล่าวจะช่วยเสริมระบบไฟฟ้าของประเทศมั่นคงให้ดียิ่งขึ้น ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า และกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลผลิตไฟฟ้ากว่าร้อยละ 90 ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อผลิตไฟฟ้า ให้ได้ 9,201เมกะวัตต์ ในปี 2564 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นพลังงานลม 1,200 เมกะวัตต์ และความสำเร็จของโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม “เวสต์ ห้วยบง 2” และ “เวสต์ ห้วยบง 3 ได้สะท้อนถึงผลสัมฤทธิของนโยบายดังกล่าวเป็นอย่างดี

  

โครงการ “เวสต์ ห้วยบง 2” และ“เวสต์ ห้วยบง 3” เป็นการนำพลังงานจากลม ซึ่งไม่มีวันหมดและเป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่นับวันจะหมดไป ทั้งสองโครงการจะผลิตพลังงานไฟฟ้าป้อนระบบสายส่งของ กฟผ. ปีละ 350 ล้านหน่วย ซึ่งส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เพราะสามารถลดการนำเข้าน้ำมันเตาเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ 96.4 ล้านลิตรต่อปี คิดเป็นเงินประมาณ 2,040 ล้านบาทต่อปี และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุของปัญหาโลกร้อนเพราะการเผาไหม้ เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ถึง 270,176 ตันต่อปี

 

โครงการ “เวสต์ ห้วยบง 2” ดำเนินการโดยบริษัท เค.อาร์.ทู จำกัด ส่วนโครงการ “เวสต์ ห้วยบง 3”  ดำเนินการโดย บริษัท เฟิร์ส โคราช วินด์ จำกัด ซึ่งทั้งสองโครงการมีบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 20 บริษัท อีโอลัส พาวเวอร์ จำกัด ในเครือบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด และ บริษัท จูบุ อิเล็คทริค เพาเวอร์ โคราช บีวี ร่วมลงทุนในอัตราส่วนร้อยละ 60 และ 20 ตามลำดับ มูลค่าการลงทุนสองโครงการรวมกันทั้งสิ้น 13,053 ล้านบาท

แต่ละโครงการประกอบด้วยกังหันลมผลิตไฟฟ้าจำนวน 45 ต้น กำลังการผลิตต้นละ 2.3 เมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิตติดตั้งโครงการละ 103.5 เมกะวัตต์ ทั้งสองโครงการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าประเภท Non-firm สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) กับ กฟผ. ระยะเวลา 25 ปี และยังได้รับเงินสนับสนุนค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) จากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) จำนวน 3.50 บาทต่อหน่วยเป็นระยะเวลา 10 ปี

 

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการฯ ยังนำความเจริญเข้าสู่พื้นที่ ทั้งในด้านการก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น ถนน ซึ่งทำให้การสัญจรคมนาคมในพื้นที่ดีขึ้น อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ทำการเกษตร ช่วยให้สามารถขนส่งพืชผลทางการเกษตรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชน เจริญเติบโตขึ้น และสร้างรายได้เพิ่มอันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชุมชนอีกด้วย  

 


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

ส่วนประชาสัมพันธ์

วิวรรณ พยัฆวิเชียร, นวลนาง ชงัดเวช

โทร. 0 2794 9941, 0 2794 9944

อีเมล์: wiwanp@ratch.co.th

แชร์ไปยัง :
ย้อนกลับ
ข่าวสารล่าสุด
ข่าวสารบริษัท
ราช กรุ๊ป ประสบความสำเร็จการออกหุ้นกู้สีเขียวมูลค่า 3,500 ล้านบาท หนุนเสริมประสิทธิภาพพอร์ตพลังงานทดแทน สู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
นนทบุรี- บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จในการออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และไม่มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน มูลค่า 3,500 ล้านบาท อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.94% ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2573
10 เม.ย. 2569
ข่าวสารบริษัท
NNEG เริ่มเดินเครื่องส่วนขยาย 28.75 MW ตอบสนองความต้องการและความมั่นคงด้านพลังงานแก่ภาคอุตสาหกรรม
บริษัท ผลิตไฟฟ้า นวนคร จำกัด (NNEG) จัดพิธีเปิดการผลิตไฟฟ้าส่วนขยาย มูลค่าโครงการประมาณ 1,724 ล้านบาท โดยติดตั้งเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) พร้อมอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง กำลังการผลิตไฟฟ้าสุทธิ 28.75 เมกะวัตต์ และความสามารถผลิตไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง
01 เม.ย. 2569
ข่าวสารบริษัท
ราช กรุ๊ป ประกาศกำไร 6,220 ล้านบาทในปี 2568 จัดสรรเงินปันผลผู้ถือหุ้น 3,480 ล้านบาท หุ้นละ 1.60 บาท กำหนดจ่ายวันที่ 22 พฤษภาคม ศกนี้
นนทบุรี- บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ จำนวน 6,220 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เป็นจำนวน 15,322 ล้านบาท
27 ก.พ. 2569